บทที่ 7 วันที่สมุดภาพถูกเปิด
เช้าวันพฤหัสบดี ธีร์ตื่นขึ้นมาก่อนเสียงปลุกอีกครั้ง
เขาลืมตาขึ้นในความมืดครึ้มของห้อง แล้วนั่งนิ่งอยู่บนเตียงนานผิดปกติ
สมุดภาพยังวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
เมื่อคืนเขาเผลอกอดมันหลับไปอีกแล้ว
ธีร์เอื้อมมือไปแตะปกสมุดเบา ๆ
แล้วถอนหายใจยาว
วันนี้คือวันที่สี่หลังจากที่เคนพูดว่า
“วันไหนที่เธอพร้อมโชว์สมุดภาพให้ฉันดู วันนั้นฉันจะบอก”
เขายังไม่รู้ว่าตัวเองพร้อมหรือยัง
แต่ทุกครั้งที่นึกถึงสายตาของเคนเมื่อคืน
หัวใจก็เต้นแรงขึ้นโดยไม่ต้องมีเหตุผล
หลังจากอาบน้ำและแต่งตัวเสร็จ ธีร์ยืนหน้ากระจก มองตัวเองนานเป็นพิเศษ
ใบหน้ายังคงเรียบเฉยตามปกติ
แต่ใต้ความเรียบเฉยนั้นมีความลังเลที่ชัดเจนกว่าทุกวัน
เขาก้มลงเปิดลิ้นชัก หยิบสมุดภาพออกมา
แล้วยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยัดมันลงในกระเป๋าสะพายข้างอย่างระมัดระวัง
“แค่พกไป… ไม่ได้หมายความว่าจะโชว์”
เขาบอกกับตัวเองเสียงเบา
แต่แม้กระทั่งคำโกหก complement นั้น
ก็ฟังดูอ่อนแอในหูของเขาเอง
—
พอถึงออฟฟิศ นนท์มองกระเป๋าของธีร์ด้วยสายตาหวาดระแวงทันที
“มึง… พกอะไรมา”
ธีร์ไม่ได้ตอบ
แค่วางกระเป๋าลงใต้โต๊ะแล้วนั่งลง
นนท์เดินเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบ
“อย่าบอกนะว่าพกสมุดภาพมา”
ธีร์เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสั้น ๆ
สายตานั้นบอกคำตอบไปแล้วทั้งหมด
นนท์ทำตาโต
แล้วถอนหายใจยาวอย่างหมดแรง
“มึงบ้าไปแล้วจริง ๆ ว่ะวันนี้
ถ้าร้องไห้กลางออฟฟิศเมื่อไหร่ กูไม่ช่วยนะ”
ธีร์ยิ้มบาง ๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
“จะไม่ร้อง”
แต่ในใจลึก ๆ
เขาก็ไม่แน่ใจกับคำพูดของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
เวลา 10.40 น.
เสียงคุ้นเคยดังมาจากทางเดินอีกครั้ง
เคนเดินเข้ามาในแผนก
สายตาของเขามองหาธีร์เป็นคนแรก
และในครั้งนี้
ธีร์ไม่ได้ก้มหนี
เคนเดินตรงมาที่โต๊ะของธีร์
วันนี้เขาสวมสูทสีเทาอ่อน ดูผ่อนคลายกว่าวันก่อนเล็กน้อย แต่สายตายังคงจริงจังเมื่อมองมาที่ธีร์
“เช้านี้ดูพักผ่อนเพียงพอไหม” เคนถามเสียงนุ่ม
ธีร์พยักหน้า
“พอสมควรครับ”
เคนยิ้มบาง ๆ
แล้ววางแฟ้มเอกสารลงบนขอบโต๊ะ
“มีเรื่องอยากคุยเรื่องงานนิดหน่อย ว่างไหม”
“ว่างครับ”
ธีร์ลุกขึ้น
มือไถลไปสัมผัสกระเป๋าสะพายข้างโดยไม่รู้ตัว
สมุดภาพยังอยู่ในนั้น หนักอึ้งทั้งกายและใจ
นนท์แอบส่งสายตาเป็นสัญญาณเตือนจากโต๊ะข้าง ๆ
แต่ธีร์เพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ ให้เพื่อน แล้วเดินตามเคนไปยังห้องประชุมเล็ก
เมื่อประตูปิดลง ความเงียบก็ปกคลุมห้องอีกครั้ง
เคนไม่ได้เปิดแฟ้มงานทันที
เขายืนพิงขอบโต๊ะ มองธีร์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด
“เมื่อคืนเธอพกอะไรมาด้วยหรือเปล่า”
คำถามนั้นทำให้ธีร์ชะงัก
เขายังไม่ได้แม้แต่จะวางกระเป๋าลง
เคนมองลงไปที่กระเป๋าสะพายข้างของธีร์
แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มอย่างรู้ทัน
“หรือว่า… ฉันเดาถูก”
ธีร์ไม่ได้ปฏิเสธ
เขายืนนิ่ง มือกำสายกระเป๋าแน่นขึ้นเล็กน้อย
“ฉันยังไม่แน่ใจว่าพร้อม” ธีร์พูดเสียงเบา
“แต่… ฉันพกมาแล้ว”
เคนตาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาไม่ได้แสดงความดีใจมากเกินไป
แค่พยักหน้าช้า ๆ อย่างเข้าใจ
“งั้นเราทำงานก่อน” เคนพูด “เรื่องสมุดภาพ… เธอเป็นคนตัดสินใจเองได้ตลอดว่าจะโชว์เมื่อไหร่
ฉันไม่เร่ง”
ธีร์รู้สึกโล่งใจขึ้นนิดหนึ่ง
แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่ากำแพงที่เหลืออยู่ของเขา
กำลังบางลงเรื่อย ๆ
ทั้งคู่เริ่มคุยเรื่องงานตามปกติ
เคนเสนอการปรับรายละเอียดเล็กน้อยในแคมเปญ ธีร์จดบันทึกและตอบรับอย่างเป็นมืออาชีพ
แต่ภายใต้บทสนทนาเรื่องงาน
ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่ามีบางอย่างสำคัญกว่ากำลังรออยู่ระหว่างพวกเขา
และวันนี้…
อาจจะเป็นวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
การประชุมเรื่องงานดำเนินไปอย่างราบรื่นกว่าที่ธีร์คาดไว้
เคนยังคงรักษาท่าทีเป็นมืออาชีพ เสนอความคิดเห็นอย่างชัดเจนและสุภาพ ขณะที่ธีร์จดบันทึกและปรับรายละเอียดตามที่ตกลงกัน
แต่ทุกครั้งที่สายตาของทั้งคู่บังเอิญเหลือบมาเจอกัน
ความเงียบเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เกิดขึ้นเสมอ
จนกระทั่งเคนปิดแฟ้มเอกสารลง
แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิม
“พอเรื่องงานแล้ว…
เธอยากพักสายตาสักหน่อยไหม”
ธีร์เงยหน้าขึ้นจากสมุดโน้ต
พบว่าเคนกำลังมองเขามาอย่างสงบ
“หรือว่า… เธอพร้อมแล้ว”
คำถามนั้นไม่ได้ถูกพูดด้วยน้ำเสียงเร่งรัด
แต่กลับเต็มไปด้วยความอดทนและการรอคอย
ธีร์นิ่งไปครู่หนึ่ง
มือที่วางอยู่บนโต๊ะค่อย ๆ กำแน่น แล้วคลายออก
เขาลดสายตายลงไปที่กระเป๋าสะพายข้างที่วางอยู่ข้างเก้าอี้
แล้วค่อย ๆ ก้มลงเปิดซิป
เสียงซิปดังเบา ๆ ในห้องประชุมที่เงียบกริบ
ธีร์หยิบสมุดภาพปกสีกรมท่าออกมาอย่างระมัดระวัง
ขอบของมันสึกกร่อนเล็กน้อยจากกาลเวลา
แต่ยังคงถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี
เขาวางมันลงบนโต๊ะตรงกลาง
ระหว่างตัวเขากับเคน
“นี่… ครับ”
เสียงของธีร์เบาและสั่นเล็กน้อย
เคนมองสมุดภาพเล่มนั้นโดยไม่พูดอะไรสักพัก
สายตาของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ขอบคุณ” ในที่สุดเคนก็พูดเสียงนุ่ม
“ที่ยอมโชว์ให้ฉันดู”
ธีร์ไม่ได้ตอบ
เขาแค่ดึงมือกลับมาวางบนตัก แล้วนั่งตัวตรงอย่างเกร็งเล็กน้อย
เคนยื่นมือออกไปช้า ๆ
นิ้วมือแตะขอบปกสมุดภาพเบา ๆ
ราวกับกลัวว่ามันจะเสียหายหากสัมผัสแรงเกินไป
แล้วเขาก็ค่อย ๆ เปิดหน้าแรกออก
ภาพถ่ายเก่า ๆ สีซีดจางปรากฏขึ้น
รูปเคนตอน ม.4 ยิ้มกว้างยืนข้างกระดานดำ
รูปตอนงานกีฬาสี
รูปตอนนั่งกินข้าวกลางวันโดยไม่ทันรู้ตัวว่ามีคนแอบถ่าย
เคนพลิกทีละหน้าอย่างช้า ๆ
เงียบกริบ
ธีร์นั่งมองมือของเคน
แล้วนั่งรอ
รอคอยปฏิกิริยาอะไรสักอย่าง
ที่เขาไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองอยากได้ยินแบบไหน
เคนพลิกหน้าสมุดภาพไปทีละแผ่นอย่างช้ามาก
นิ้วมือของเขาแตะขอบรูปอย่างเบามือ ราวกับกำลังสัมผัสสิ่งของมีค่าที่อาจพังได้ง่าย
ความเงียบในห้องประชุมยาวขึ้นเรื่อย ๆ
ธีร์นั่งตัวแข็งทื่อ มือกำขอบเก้าอี้แน่นโดยไม่รู้ตัว
เขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของเคนเต็ม ๆ
ได้แต่แอบสังเกตจากมุมตา
หน้าของสมุดภาพค่อย ๆ เปลี่ยนจากภาพสมัย ม.4 ไปสู่ ม.5 และ ม.6
รูปเคนตอนยิ้มให้กล้อง
รูปเคนตอนวิ่งในงานกีฬาสี
รูปเคนตอนนั่งหลับบนโต๊ะเรียนตอนพักกลางวัน
และรูปที่ธีร์แอบถ่ายจากระยะไกลโดยที่เจ้าตัวไม่ทันรู้ตัว
จนกระทั่งมาถึงหน้าที่ทั้งคู่ถ่ายด้วยกันในวันจบการศึกษา
เคนหยุดมือไว้ตรงนั้น
สายตาจดจ้องลงไปที่รูปนั้นนานผิดปกติ
ในรูป เคนยิ้มกว้างเข้ากล้องตามปกติ
ส่วนธีร์ยืนอยู่ข้าง ๆ ยิ้มอย่างแผ่วเบา แต่สายตาไม่ได้มองเลนส์
เขามองไปที่คนข้าง ๆ แทน
“รูปนี้…” เคนพูดเสียงเบาจนเกือบเป็นคำกระซิบ
“ฉันจำได้”
ธีร์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
พบว่าเคนยังคงก้มมองรูปนั้นอยู่
“วันนั้นเธอยิ้มแปลก ๆ” เคนพึมพำต่อ “ฉันเคยคิดว่าเธอแค่เขินกล้อง
แต่ตอนนี้… ดูแล้วไม่ใช่”
ธีร์รู้สึกว่าคอแห้งผาก
เขาพยายามกลืนน้ำลาย แต่ก็ยังพูดอะไรไม่ออก
เคนค่อย ๆ ปิดสมุดภาพลงอย่างระมัดระวัง
แล้ววางมือลงบนปก
เขาเงยหน้าขึ้นมองธีร์โดยตรง
สายตาครั้งนี้ไม่มีรอยยิ้มติดตลกแบบเคย
มีแต่ความจริงจังและความอ่อนโยนที่ลึกซึ้ง
“เธอเก็บมันไว้สิบปี…”
เคนพูดช้า ๆ
“เก็บรูปฉันไว้สิบปี”
ธีร์กัดริมฝีปากล่าง
แล้วยอมพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
เคนนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดต่อ
“ฉันมีของที่อยากให้เธอดูเหมือนกัน
แต่ไม่ใช่ที่นี่”
เขาหยุดพูด
แล้วมองธีร์อย่างจริงใจ
“หลังเลิกงาน…
ไปที่คอนโดเธอได้ไหม”
คำถามนั้นทำให้หัวใจของธีร์กระตุกแรงจนเจ็บ
เขาไม่ได้ตอบทันที
แต่ในที่สุดก็พยักหน้าช้า ๆ
อีกครั้ง
หลังเลิกงาน ธีร์เดินออกจากออฟฟิศพร้อมกระเป๋าสะพายข้างที่ตอนนี้เบากว่าตอนเช้าเพราะสมุดภาพถูกเก็บกลับเข้าไปแล้ว
เคนเดินตามออกมาห่างกันไม่กี่ก้าว
นนท์ยืนมองจากด้านหลังด้วยสีหน้าซับซ้อน
เขาไม่ได้แซวอะไรเลยแม้แต่คำเดียว แค่โบกมือให้ธีร์เบา ๆ ราวกับส่งกำลังใจเงียบ ๆ
ทั้งคู่ไม่พูดอะไรมากระหว่างเดินไปที่รถของเคน
เคนเปิดประตูฝั่งคนนั่งให้ธีร์โดยอัตโนมัติ แล้วเดินอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ
รถแล่นออกจากอาคารอย่างราบรื่น
เมืองยามค่ำค่อย ๆ สว่างไสวด้วยแสงไฟ
“ตื่นเต้นไหม” เคนถามเสียงเบาโดยไม่หันมามอง
ธีร์มองออกไปนอกหน้าต่าง
“นิดหน่อยครับ”
เคนหัวเราะคิกเบา ๆ
“ฉันก็เหมือนกัน”
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่หนักอึ้งเท่าตอนกลางวัน
มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความกลัวปนกัน
ไม่นานรถก็จอดลงหน้าคอนโดของธีร์
เคนปิดเครื่องยนต์ แล้วนั่งนิ่งอยู่กับที่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาพูด
“ถ้าเธอเปลี่ยนใจกลางคัน
บอกฉันได้ตลอดนะ”
ธีร์ส่ายหน้าช้า ๆ
“ไม่เปลี่ยนครับ”
ทั้งคู่ขึ้นลิฟต์ไปด้วยกัน
ระยะห่างยังคงมีอยู่ แต่ดูแคบลงกว่าทุกครั้งที่เคยเดินด้วยกัน
เมื่อถึงหน้าประตูห้อง ธีร์กุญแจเปิดประตูด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย
แล้วเปิดทางให้เคนเข้าไปก่อน
ห้องคอนโดของธีร์เรียบง่ายและเป็นระเบียบ
ม่านสีขาว โซฟาสีเทาอ่อน ชั้นวางของที่มีหนังสือไม่กี่เล่ม
และตู้เสื้อผ้าบานใหญ่ที่เคยเก็บสมุดภาพไว้
เคนยืนมองรอบห้องอย่างเงียบ ๆ
ก่อนจะหันมายิ้มให้ธีร์
“ห้องเธอเป็นแบบที่ฉันคิดเลยนะ
เรียบร้อยและเงียบสงบ”
ธีร์วางกระเป๋าลง
แล้วเดินไปเปิดไฟเพิ่มอีกนิด
“นั่งก่อนครับ” เขาระบุไปที่โซฟา
เคนนั่งลงอย่างช้า ๆ
มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านใน
แล้วหยิบซองจดหมายสีเหลืองอ่อนที่ดูเก่าและมีรอยพับชัดเจนออกมา
เขาวางมันลงบนโต๊ะกลางอย่างระมัดระวัง
“นี่…
ของที่ฉันอยากให้เธอดู”
ธีร์ยืนนิ่งอยู่กับที่
สายตาจดจ้องไปที่ซองจดหมายเก่าแก่ตรงหน้า
หัวใจของเขาเต้นดังจนแทบได้ยินในความเงียบของห้อง
ธีร์ยืนนิ่งมองซองจดหมายเก่าบนโต๊ะกลางนานหลายวินาที
มือของเขายังไม่ได้ยื่นออกไปสัมผัส แค่กำและคลายอยู่ข้างลำตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เคนนั่งเงียบบนโซฟา มองธีร์โดยไม่เร่งรัด
สายตาของเขาอ่อนโยน แต่ก็มีความตึงเครียดซ่อนอยู่ชัดเจน
“เปิดได้เมื่อไหร่ก็ได้” เคนพูดเสียงเบา
“หรือไม่เปิดก็ได้ ถ้าเธอยังไม่พร้อม”
ธีร์ส่ายหน้าช้า ๆ
แล้วค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะ
ยื่นมือออกไปหยิบซองจดหมายด้วยนิ้วที่สั่นเล็กน้อย
กระดาษเก่าสัมผัสแล้วรู้สึกถึงความแห้งและเปราะบาง
ธีร์พลิกซองดูด้านหลัง พบว่าไม่มีที่อยู่หรือชื่อผู้รับ
มีเพียงรอยพับที่แสดงว่าเคยถูกเก็บไว้เป็นเวลานานมาก
เขานั่งลงบนโซฟาด้านตรงข้ามเคน
แล้วค่อย ๆ เปิดซองออก
ภายในมีกระดาษเขียนด้วยลายมือเพียงแผ่นเดียว
ลายมือของเคนตอน ม.6 ที่ยังอ่านออกได้ชัดเจน แม้จะดูเด็กกว่าปัจจุบันมาก
ธีร์เริ่มอ่านอย่างช้า ๆ
“ธีร์
ฉันไม่รู้จะเริ่มยังไงดี
แต่ถ้าฉันไม่เขียนตอนนี้ ฉันอาจจะไม่มีวันกล้าพูด
ฉันชอบเธอ
ชอบแบบที่ไม่ใช่แค่เพื่อน
ชอบมานานแล้ว แต่ไม่กล้าบอก
ทุกครั้งที่เธอยิ้ม ฉันก็อยากเห็นมากขึ้น
ทุกครั้งที่เธอเงียบ ฉันก็อยากรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่
ถ้าอีกสิบปีเราเจอกันอีก
แล้วฉันยังรู้สึกแบบนี้อยู่
ฉันจะบอกเธอเอง
แต่ตอนนี้… ฉันยังกล้าแค่เขียน”
ธีร์อ่านจบแล้วหยุดนิ่ง
นิ้วมือที่จับขอบกระดาษขาวโพลน
เขายังไม่เงยหน้าขึ้น
แค่หายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ปล่อยลมหายใจออกมาช้า ๆ
เคนมองเขาจากฝั่งตรงข้าม
มือทั้งสองข้างวางบนตักแน่น
“ฉันเจอจดหมายนี้ในกระเป๋าเป้เก่าเมื่อเดือนก่อน” เคนพูดเสียงนุ่ม
“ตอนที่เขียน ฉันตั้งใจจะส่งให้เธอในวันจบการศึกษา
แต่สุดท้ายก็ไม่กล้า”
ธีร์ยังคงก้มหน้า
น้ำตาคลออยู่ที่หางตาแต่ยังไม่ไหล
“สิบปี…” เขาพึมพำเสียงแทบกระซิบ
“เธอเขียนไว้ว่าอีกสิบปี…”
เคนยิ้มอย่างขมขื่นเล็กน้อย
“ใช่
แล้วเราก็เจอกันพอดี”
ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง
แต่คราวนี้เต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ทั้งคู่รู้ดีว่ากำลังจะระเบิดออกมาในไม่ช้า
ธีร์วางจดหมายลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง
แล้วเงยหน้าขึ้นมองเคนเป็นครั้งแรกหลังจากอ่านจบ
น้ำตาคลออยู่ที่หางตาแต่ยังไม่ไหลลงมา
เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อพูด
“ทำไม… ถึงไม่ส่ง”
เคนมองลงไปที่มือตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างจริงใจ
“เพราะตอนนั้นฉันยังเด็กและโง่
กลัวว่าถ้าบอกไปแล้ว เราจะไม่ใช่เพื่อนกันอีก
กลัวว่าเธอจะอึดอัด
กลัวว่าทุกอย่างจะพัง”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อเสียงเบาลง
“แต่สิบปีผ่านไป
ฉันเจอเธออีกครั้ง
แล้วฉันก็รู้ว่าความรู้สึกนี้ไม่ได้จางหายไปเลย
มันแค่ถูกเก็บไว้เหมือนจดหมายฉบับนั้น”
ธีร์กัดริมฝีปากล่าง
น้ำตาค่อย ๆ ไหลลงมาทีละหยดโดยไม่สามารถห้ามได้
“ฉันก็เหมือนกัน…” เขาพูดเสียงแหบ
“ฉันเก็บสมุดภาพไว้เพราะยังรักเธออยู่
ตลอดสิบปี
ไม่เคยมีวันไหนที่ฉันลืม”
เคนเงียบไปชั่วขณะ
สายตาแดงก่ำเล็กน้อย
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นจากโซฟา
เดินอ้อมโต๊ะกลางมาหยุดตรงหน้าธีร์
แล้วคุกเข่าลงข้าง ๆ เขาอย่างช้า ๆ เพื่อให้สายตาระดับเดียวกัน
“ธีร์” เคนเรียกชื่อเบา ๆ
“ตอนนี้ฉันไม่กลัวแล้ว
ถ้าเธอยังรู้สึกแบบนั้นอยู่
ฉันอยากลอง…
เริ่มต้นใหม่กับเธอ”
ธีร์มองลงมาที่ใบหน้าของคนตรงหน้า
ภาพเคนสมัยมัธยมกับเคนในวันนี้ซ้อนทับกันอยู่ในสายตา
เขาพยักหน้าช้า ๆ
น้ำตายังไหลแต่รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นอย่างแผ่วเบา
“ได้ครับ…”
เคนยิ้มกว้างขึ้น
แล้วยื่นมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนแก้มของธีร์เบา ๆ ด้วยปลายนิ้ว
“งั้น…
จากนี้ไป
ไม่ต้องเก็บอะไรไว้คนเดียวอีกแล้ว”
ธีร์ก้มหน้าลงเล็กน้อย
หน้าผากแตะกับหน้าผากของเคนเบา ๆ
ทั้งคู่ปิดตาลงในความเงียบของห้อง
ข้างนอกหน้าต่าง เมืองยังคงสว่างไสว
แต่ในห้องเล็ก ๆ ห้องนี้
ความรู้สึกที่ถูกเก็บงำมานานสิบปี
ได้ถูกเปิดออกมาอย่างสมบูรณ์
จบตอนที่7
